เป็นตะคริวตอนนอน เกิดจากอะไร? แพทย์เฉลย 5 สาเหตุที่หลายคนมองข้าม พร้อมวิธีแก้ได้ผลจริง
wirewag.com – อาการ เป็นตะคริวตอนนอน เป็นปัญหาสุขภาพที่หลายคนเคยเผชิญ บางคนสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะปวดตะคริวที่น่อง เท้า หรือปลายเท้า จนต้องลุกขึ้นมานวดหรือเดินไปมา ทั้งที่กลางวันไม่ได้ออกกำลังกายหนักเลยด้วยซ้ำ หลายคนจึงสงสัยว่า ตะคริวตอนนอนเกิดจากอะไร และมีวิธีป้องกันหรือแก้ไขอย่างไรให้ดีขึ้น
ล่าสุด นายแพทย์เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “หมอเจด” ได้ออกมาอธิบายผ่านโซเชียลมีเดียว่า ความจริงแล้วตะคริวตอนนอน ไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าร่างกายกำลังเสียสมดุลบางอย่าง มาดูกันว่า 5 สาเหตุสำคัญที่หลายคนมองข้ามมีอะไรบ้าง
ตะคริวตอนนอน คืออะไร ทำไมถึงเกิดตอนกลางคืน
ตะคริวตอนนอน คือภาวะที่กล้ามเนื้อหดเกร็งอย่างฉับพลัน มักเกิดบริเวณน่อง เท้า หรือปลายเท้า ทำให้เกิดอาการปวดรุนแรงในช่วงเวลาสั้นๆ โดยมักเกิดขณะหลับหรือกำลังจะหลับ สาเหตุสำคัญคือ ระบบประสาทและกล้ามเนื้อทำงานผิดจังหวะ ซึ่งมักสัมพันธ์กับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันและสุขภาพโดยรวม
5 สาเหตุของการเป็นตะคริวตอนนอน ที่หลายคนไม่รู้
1. กล้ามเนื้อขาดน้ำในช่วงกลางคืน
แม้ในตอนกลางคืน ร่างกายจะยังคงสูญเสียน้ำจากการหายใจ เหงื่อ และปัสสาวะ แต่หลายคนดื่มน้ำน้อยตลอดทั้งวัน หรือหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำก่อนนอนเพราะกลัวปัสสาวะบ่อย ส่งผลให้เลือดข้นขึ้น การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อลดลง เส้นประสาทจึงถูกกระตุ้นผิดปกติ ทำให้เกิดตะคริวได้ง่าย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ คนที่ดื่มกาแฟหรือชาเป็นประจำ
2. ไม่ใช่แค่ขาดเกลือแร่ แต่ “สมดุลเกลือแร่เสีย”
หลายคนเข้าใจว่าตะคริวเกิดจากการขาดเกลือแร่ จึงรีบกินแคลเซียม แมกนีเซียม หรือโพแทสเซียม แต่ความจริงแล้ว สาเหตุหลักมักเป็น สัดส่วนเกลือแร่ไม่สมดุล มากกว่าการขาดเพียงชนิดเดียว เช่น หากร่างกายมีแคลเซียมสูง แต่แมกนีเซียมต่ำ กล้ามเนื้อจะคลายตัวได้ยาก ทำให้หดเกร็งตอนนอน ปัญหานี้พบบ่อยในคนที่กินยาลดกรดเป็นประจำ
3. การไหลเวียนเลือดไม่ดีในเวลากลางคืน
ขณะนอนหลับ การไหลเวียนเลือดจะช้าลง หากมีภาวะหลอดเลือดแข็ง เลือดหนืด หรือไม่ค่อยขยับร่างกายในตอนกลางวัน กล้ามเนื้อขาจะได้รับออกซิเจนน้อย เส้นประสาทจึงไวต่อการกระตุ้นผิดปกติ ส่งผลให้เกิดตะคริวบ่อย โดยเฉพาะในคนอายุ 40 ปีขึ้นไป คนที่นั่งนาน เป็นเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง
4. ใช้กล้ามเนื้อเกินโดยไม่รู้ตัว
แม้จะไม่ได้ออกกำลังกายหนัก แต่การยืนหรือเดินทั้งวัน ใส่รองเท้าไม่เหมาะสม เดินขึ้นลงบันไดบ่อย หรือเกร็งขาโดยไม่รู้ตัว ล้วนทำให้กล้ามเนื้อสะสมความล้าและกรดแลคติก เมื่อร่างกายได้พักในเวลากลางคืน กล้ามเนื้อจึงหดเกร็งฉับพลัน กลายเป็นตะคริวอย่างรุนแรง
5. ระบบประสาทเริ่มไวผิดปกติ
ในบางคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยเบาหวาน คนที่นอนดึก หรือมีความเครียดเรื้อรัง ระบบประสาทที่ควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อจะส่งสัญญาณผิดจังหวะ ทำให้กล้ามเนื้อหดตัวเองแม้ไม่มีการใช้งานจริง ตะคริวลักษณะนี้มักเกิดซ้ำๆ และเกิดหลายจุดพร้อมกัน
วิธีแก้ตะคริวตอนนอน แบบแพทย์แนะนำ
ดื่มน้ำให้พอ และดื่มให้ถูกเวลา
ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำปริมาณมากก่อนนอน แต่ควรจิบน้ำอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ช่วงบ่ายถึงเย็น เพื่อป้องกันเลือดข้นในตอนกลางคืน สังเกตสีปัสสาวะให้เป็นสีเหลืองอ่อน ช่วงก่อนนอนสามารถจิบน้ำเล็กน้อยได้ ไม่ควรงดน้ำจนร่างกายขาดน้ำ
ยืดกล้ามเนื้อขาก่อนนอน 5–10 นาที
เน้นการยืดน่อง หลังขา และฝ่าเท้า เช่น ยืนพิงผนังยืดน่อง หรือนั่งเหยียดขาแล้วดึงปลายเท้าเข้าหาตัว ค้างไว้ 20–30 วินาที จะช่วยให้กล้ามเนื้อและเส้นประสาทคลายตัว ลดโอกาสเกิดตะคริวขณะหลับ
ปรับสมดุลเกลือแร่ ไม่กินตัวเดียวโดดๆ
หากจำเป็นต้องเสริม แนะนำให้เลือกแมกนีเซียมร่วมกับการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมจากธรรมชาติ เช่น ปลาเล็กปลาน้อย เต้าหู้ งาดำ แทนการกินแคลเซียมเม็ดเพียงอย่างเดียว จะช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัวได้ดีขึ้น
กระตุ้นการไหลเวียนเลือดก่อนนอน
การแช่น้ำอุ่น นวดน่องเบาๆ หรือเดินช้าๆ ในบ้านประมาณ 5–10 นาที ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ ลดการกระตุ้นเส้นประสาทผิดจังหวะ โดยเฉพาะคนที่นั่งหรือยืนนานทั้งวัน
จัดท่านอนให้เหมาะสม
หลีกเลี่ยงการเหยียดปลายเท้าตึงตลอดคืน ลองหนุนหมอนเล็กๆ ใต้ปลายขาหรือน่อง เพื่อให้ข้อเท้าอยู่ในมุมผ่อนคลาย จะช่วยลดโอกาสกล้ามเนื้อหดเกร็งแบบฉับพลัน
เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์
หากเป็นตะคริวบ่อย หลายคืนติด หรือมีอาการร่วม เช่น ชาปลายเท้า อ่อนแรง ควรตรวจสุขภาพเพิ่มเติม เพราะอาจเกี่ยวข้องกับระดับน้ำตาลในเลือด ความดัน การไหลเวียนเลือด หรือโรคไต การตรวจให้ชัดเจนจะช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด ไม่ต้องเดาและไม่เสียเวลา
สรุป
ตะคริวตอนนอน ไม่ได้หมายความว่าแค่ขาดเกลือแร่เสมอไป แต่อาจเกิดจากการขาดน้ำ เกลือแร่ไม่สมดุล การไหลเวียนเลือดไม่ดี กล้ามเนื้อล้า หรือระบบประสาททำงานผิดปกติ การแก้ไขต้องดูทั้งพฤติกรรมการดื่มน้ำ การกินอาหาร การขยับร่างกาย และท่านอน หากอาการเป็นบ่อยหรือรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพที่ดีในระยะยาว
แหล่งที่มา : www.sanook.com





