การเมืองที่เติบโตจากการด้อยค่า
พรรคส้ม พรรคประชาชน กับวัฒนธรรมการเหยียดในสนามเลือกตั้ง
wirewag.com – การเมืองที่เติบโตจากการด้อยค่า พรรคส้ม กลายเป็นภาพสะท้อนสำคัญของ พรรคส้ม หรือพรรคประชาชน ในช่วงฤดูเลือกตั้งปี 2569 เมื่อถ้อยคำและน้ำเสียงที่ใช้ในการหาเสียง เผยให้เห็นวัฒนธรรมทางการเมืองที่ตั้งต้นจากการลดทอนคุณค่าและศักดิ์ศรีของผู้อื่น มากกว่าการแข่งขันกันด้วยนโยบายหรือเหตุผลเชิงโครงสร้าง
ภาษาโจมตีกองทัพ : จุดเริ่มต้นของภาพจำ
หนึ่งในจุดตั้งต้นสำคัญคือถ้อยคำที่ใช้กับทหารและกองทัพ คำพูดอย่าง
“ทหารมีไว้ทำไม”
“รบไปก็ไม่เชื่อว่าคุณจะชนะ”
“บางประเทศไม่จำเป็นต้องมีกองทัพถ้าผู้นำฉลาดพอ”
หรือแม้แต่คำหยาบอย่าง “กองทัพส้นตีน”
ถ้อยคำเหล่านี้ไม่ได้มาพร้อมข้อเสนอเชิงนโยบายหรือคำอธิบายเชิงโครงสร้าง แต่สื่อสารการมีอยู่ของกองทัพในฐานะสิ่งไร้ค่าและเป็นภาระต่อสังคม ศักดิ์ศรีของคนทำงานในระบบกองทัพถูกกดทับลงต่อหน้าสาธารณะ และกลายเป็นรอยด่างที่ติดตัวพรรคส้มมาจนถึงปัจจุบัน
จากทหารสู่แพทย์ : การเล่าเรื่องที่ผลักภาระให้ด่านหน้า
คำปราศรัยที่ธนบุรี กับภาพแพทย์ในฐานะ “ผู้ร้าย”
บนเวทีปราศรัยฝั่งธนบุรี วันที่ 28 มกราคม 2569 ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคส้ม กล่าวถึงระบบสาธารณสุขด้วยเรื่องเล่าที่ว่า
คนรวยซื้อประกัน ชนชั้นกลางใช้เส้น ส่วนคนจนต้องรอตั้งแต่ตีสี่ แต่แพทย์กลับรีบกลับบ้านเพราะภรรยาทำกับข้าวรอ
คำพูดนี้ไม่ได้แตะต้นตอของปัญหา เช่น ภาระงานเกินกำลัง จำนวนบุคลากรไม่เพียงพอ หรือข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของระบบสาธารณสุข แต่เลือกตัดตอนชีวิตแพทย์ให้กลายเป็นภาพของคนไม่รับผิดชอบ ไม่เห็นหัวคนไข้ และให้ความสำคัญกับความสบายส่วนตัวมากกว่าหน้าที่
การลดทอนศักดิ์ศรีเพื่อเสียงปรบมือ
แพทย์ซึ่งทำงานภายใต้แรงกดดันสูง ถูกทำให้เป็นตัวละครในเรื่องเล่าที่รับผิดแทนระบบทั้งหมด ศักดิ์ศรีของวิชาชีพถูกลดทอนเพื่อแลกกับเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือบนเวทีปราศรัย และที่สำคัญคือ ผู้สนับสนุนจำนวนหนึ่งกลับรับสารนี้ด้วยความเห็นพ้อง มองว่าเป็นการ “พูดตรง พูดแรง” มากกว่าจะตั้งคำถามว่ากำลังเหยียบย่ำชีวิตของใครอยู่
ความเท่าเทียมที่ถูกใช้แบบมีเงื่อนไข
ในทางอุดมการณ์ พรรคส้มประกาศชัดเรื่องความเท่าเทียม คนเท่ากัน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่เมื่อพูดถึงบางกลุ่ม หลักคิดเดียวกันกลับหายไป
-
ทหารถูกพูดเหมือนเป็นภาระ
-
แพทย์ถูกทำให้เป็นผู้ร้าย
-
ผู้เห็นต่างถูกหัวเราะใส่
อุดมการณ์จึงถูกใช้เฉพาะกับ “พวกเดียวกัน” ขณะที่คนอื่นถูกลดทอนโดยไม่ลังเล
วัฒนธรรมเหยียดวัยในโลกออนไลน์
จากเวทีปราศรัยสู่โซเชียลมีเดีย
วัฒนธรรมการด้อยค่าไม่ได้หยุดอยู่แค่แกนนำหรือผู้สมัคร แต่ไหลต่อไปยังผู้สนับสนุนในโลกออนไลน์ มีโพสต์หนึ่งที่ระบุว่า
“ผมเข้าไปดูโปรไฟล์คนที่ไม่ชอบส้ม ส่วนใหญ่คือ แก่แล้วยังจนอยู่”
และตามมาด้วย
“โพสต์เดียว สลิ่มแม่ง ดิ้นไปครึ่งประเทศ”
สองประโยคนี้ไม่ได้โต้แย้งด้วยเหตุผล แต่เลือกเหยียบผู้เห็นต่างด้วยเรื่องวัยและฐานะ คนสูงวัยถูกลดเหลือภาพของคนล้าหลัง สมควรถูกหัวเราะเยาะจากที่สูง
ความย้อนแย้งของชนชั้นนำรุ่นใหม่
ยิ่งย้อนแย้งเมื่อผู้พูดมาจากครอบครัวที่มีต้นทุนทางสังคมสูง พูดเรื่องประชาธิปไตยและความเสมอภาคอย่างคล่องปาก แต่กลับใช้ภาษาเหยียดโดยไม่รู้สึกขัดแย้งกับตัวเอง
การเมืองที่ประชาชนต้องชั่งน้ำหนัก
การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่ได้ชั่งแค่นโยบายหรือจำนวนที่นั่งในสภา แต่ชั่ง “รูปแบบการเมือง” แบบหนึ่ง นั่นคือการเมืองที่ทำให้บางคนรู้สึกเหนือกว่า ด้วยการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของผู้อื่น แล้วห่อหุ้มด้วยอุดมการณ์สวยหรู
การเมืองที่เติบโตจากการด้อยค่า พรรคส้ม อาจสร้างความสะใจให้ผู้สนับสนุนบางกลุ่ม แต่ก็ทิ้งรอยชัดเจนว่าใครถูกเหยียบระหว่างทาง และรอยนั้นผูกติดกับพรรคส้มอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในสนามเลือกตั้งครั้งนี้
ภาพนี้กำลังยืนอยู่ตรงหน้าประชาชนอย่างชัดเจน ก่อนหย่อนบัตรเลือกตั้ง.





