เช็กข่าวชัวร์: พื้นที่ที่มีปราสาทหิน = เป็นของกัมพูชา จริงหรือมั่ว?
wirewag.com – เช็กข่าวชัวร์: พื้นที่ที่มีปราสาทหินเป็นของกัมพูชา จริงหรือมั่ว? ในช่วงที่ผ่านมา โลกออนไลน์มีการเผยแพร่ข้อความที่อ้างว่า พื้นที่ใดก็ตามที่มีการค้นพบปราสาทหิน หรือมีร่องรอยอารยธรรมขอมโบราณ จะต้องเป็นดินแดนของประเทศกัมพูชา ข้อความลักษณะนี้ถูกแชร์ต่อกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 จนก่อให้เกิดความสับสนและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอธิปไตยเหนือดินแดนของประเทศไทย
ประเด็นดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการรับรู้ของสังคม โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกของไทย ซึ่งมีโบราณสถานแบบขอมกระจายอยู่จำนวนมาก คำถามสำคัญคือ ข้อกล่าวอ้างนี้เป็นความจริงหรือเป็นเพียงข่าวปลอม?
ที่มาของข่าวลือ: ปราสาทหินกับการบิดเบือนประวัติศาสตร์
ข้อความที่ถูกแชร์ในโลกออนไลน์
ข้อความที่แพร่กระจายในสื่อสังคมออนไลน์มักระบุว่า การค้นพบปราสาทหินหรือศิลปกรรมแบบเขมรในประเทศไทย เป็นหลักฐานว่าพื้นที่ดังกล่าว “เคยเป็นของกัมพูชา” หรือ “ควรเป็นของกัมพูชา” ตามแนวคิดเรื่องอารยธรรมขอมโบราณ
การนำข้อมูลทางประวัติศาสตร์มาใช้ในลักษณะนี้ เป็นการเลือกเพียงบางส่วนของข้อเท็จจริงมาขยายความโดยไม่คำนึงถึงบริบท ส่งผลให้ผู้รับสารเข้าใจผิดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และกฎหมายระหว่างประเทศ
การสร้างความขัดแย้งผ่านข้อมูลเท็จ
กองบรรณาธิการ Sanook News ตรวจสอบพบว่า ข้อมูลบิดเบือนเหล่านี้มักถูกนำเสนอในรูปแบบกราฟิกหรือภาพข่าวที่เลียนแบบสำนักข่าวจริง เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ และกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกด้านชาตินิยม ซึ่งอาจนำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
การตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
กรมศิลปากรยืนยัน: อารยธรรมขอมไม่เท่ากับอธิปไตย
กองบรรณาธิการได้ตรวจสอบข้อมูลร่วมกับ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม พบว่า ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่ถูกต้อง เนื่องจาก อารยธรรมขอมหรืออังกอร์เป็นอารยธรรมร่วมระดับภูมิภาค ในยุคที่โลกยังไม่มีการกำหนดรัฐชาติ (Nation State) หรือพรมแดนถาวรเหมือนในปัจจุบัน
การแพร่กระจายของศิลปะ สถาปัตยกรรม และศาสนาในอดีต เป็นผลจากการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม การค้า และอิทธิพลทางการเมืองในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ใช่หลักฐานการยึดครองดินแดนตามความหมายของอธิปไตยสมัยใหม่
ในอดีตยังไม่มี “ประเทศกัมพูชา” แบบรัฐชาติ
ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ย้ำว่า ในช่วงเวลาที่ปราสาทหินจำนวนมากถูกสร้างขึ้น ยังไม่มีประเทศกัมพูชาในฐานะรัฐชาติอย่างเป็นทางการ เช่นเดียวกับที่ยังไม่มีประเทศไทยในรูปแบบปัจจุบัน การนำแนวคิดรัฐชาติสมัยใหม่ไปอธิบายโลกโบราณจึงเป็นความคลาดเคลื่อนทางวิชาการ
มุมมองทางกฎหมาย: พรมแดนไม่ได้วัดจากโบราณสถาน
การกำหนดเขตแดนไทย–กัมพูชา
ฝ่ายกฎหมายและนักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศยืนยันตรงกันว่า เขตแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาในปัจจุบันถูกกำหนดอย่างชัดเจนตามกฎหมายระหว่างประเทศ ผ่านสนธิสัญญาและข้อตกลงทางการทูตที่จัดทำขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20
การกำหนดพรมแดนสมัยใหม่อาศัยแผนที่ สนธิสัญญา และการรับรองจากนานาชาติ ไม่ได้ใช้หลักฐานทางโบราณคดีหรือการแพร่กระจายของอารยธรรมเป็นเกณฑ์ตัดสิน
โบราณสถานคือมรดก ไม่ใช่เครื่องมืออ้างสิทธิ์
ดังนั้น การพบโบราณสถานแบบเขมรในประเทศไทย จึงเป็นเพียง มรดกทางวัฒนธรรมร่วมกันของภูมิภาค ไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักฐานในการอ้างสิทธิ์เหนือดินแดนหรืออธิปไตยของประเทศใดประเทศหนึ่งได้
การแอบอ้างชื่อสื่อและการสร้างความน่าเชื่อถือปลอม
Sanook News ยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง
กองบรรณาธิการ Sanook News ตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่า ภาพข่าวและกราฟิกบางส่วนที่เผยแพร่ในโลกออนไลน์ มีการเลียนแบบรูปแบบของสำนักข่าวเพื่อสร้างความเข้าใจผิด โดยทาง Sanook.com ขอชี้แจงว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนทางประวัติศาสตร์ดังกล่าวแต่อย่างใด
การแอบอ้างสื่อเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของข่าวปลอมที่ประชาชนควรระมัดระวังเป็นพิเศษ เช็กข่าวชัวร์: พื้นที่ที่มีปราสาทหินเป็นของกัมพูชา จริงหรือมั่ว?
ข้อเท็จจริงสรุป: จริงหรือมั่ว?
คำตอบที่ชัดเจนจากการตรวจสอบ
จากการตรวจสอบข้อมูลทุกด้าน สามารถสรุปได้ว่า
-
ข้อมูลดังกล่าวเป็นข่าวปลอม (Fake News)
-
การมีปราสาทหินในพื้นที่ใด ไม่ได้หมายความว่าพื้นที่นั้นเป็นของประเทศกัมพูชา
-
พรมแดนระหว่างประเทศในปัจจุบัน ยึดตามสนธิสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศเท่านั้น
-
อารยธรรมโบราณไม่สามารถใช้เป็นหลักฐานอ้างสิทธิ์ทางอธิปไตยได้
บทสรุป
กรณีข่าวลือเรื่อง “พื้นที่ที่มีปราสาทหินเป็นของกัมพูชา” เป็นตัวอย่างชัดเจนของการบิดเบือนประวัติศาสตร์และกฎหมาย เพื่อสร้างความเข้าใจผิดและความขัดแย้งในสังคม การตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ก่อนแชร์ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
การเข้าใจประวัติศาสตร์อย่างรอบด้าน จะช่วยให้สังคมแยกแยะระหว่าง มรดกทางวัฒนธรรม กับ อธิปไตยของรัฐชาติ ได้อย่างถูกต้อง และไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมในโลกออนไลน์
แหล่งที่มา : www.sanook.com





